หน้าที่ของวิศวกรความเสี่ยงภัย มีอยู่สองหน้า คือ หน้าที่ฝั่งประกันภัยกับหน้าที่ฝั่งลูกค้าหรือผู้เอาประกันภัย หน้าที่แรกเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนส่งต่อให้ทีมภายในเพื่อพิจารณารับประกันภัย อีกหน้าที่เพื่อให้ลูกค้าปลอดภัย เพิ่มความตระหนักเรื่องความเสี่ยงในการดูแลกิจการ สุดท้าย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายใด ๆ อันจะส่งผลกระทบทั้งสองฝ่าย ประกันภัยก็ว่าไปตามความคุ้มครอง แต่กิจการลูกค้านี่สิครับ ผลกระทบมากมายหลายด้านยิ่งนัก เกินจะคาดเดา
ประเมินความเสี่ยงก่อนพิจารณารับประกันภัย | Risk analysis for Insurance purpose
การประเมินความเสี่ยงลูกค้าเหมือนการตรวจสุขภาพ ว่าแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ธุรกิจก็เช่นกัน ก่อนการรับประกันภัยก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงกันก่อน เพื่อมั่นใจว่าลูกค้าที่จะทำประกันนั้นมีความเสี่ยงกี่มากน้อยและพิจารณารับประกันภัยภายใต้ความคุ้มครองแบบไหนได้บ้าง
หน้าที่ด่านแรกจึงสำคัญมากตามบทบาทหน้าที่ ต้องใช้มาตรฐาน ข้อกำหนด กฎหมาย และกรณีศึกษา มาเป็นตัวแปรอ้างอิงในการประเมินความเสี่ยง วิศวกรความเสี่ยงภัยจึงต้องเปิดหูเปิดตากว้าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและค้นหาความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก และนี่คือสาเหตุที่ต้องศึกษาหลาย ๆ ศาสตร์ ทั้งวิศวกรรม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ตามลักษณะธุรกิจ การเตรียมตัวก่อนสำรวจภัยจึงสำคัญมาก
เมื่อออกสำรวจภัยผ่านการพูดคุยกับลูกค้าและลงพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำรายงานความเสี่ยงภัยเน้นเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก ส่งต่อให้แผนกพิจารณารับประกันภัยต่อไป
ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยถูกประกันภัยเข้ามาสำรวจโรงงานหรือว่าธุรกิจ เหตุและผลของการสำรวจก็ว่าด้วยประการฉะนี้
เมื่อได้ออกสำรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนพิจารณารับประกันภัย เลยมีอีกบทบาทที่ตามมาโดยอัตโนมัติ คือการช่วยให้ลูกค้ามีความปลอดภัยทั้งทางด้านบุคลากร ทรัพย์สิน และธุรกิจ ผมสรุปออกมาได้ 3 หัวข้อ ซึ่งถูกใช้มาเป็นกรอบแนวคิดในการก่อตั้งอัลเตอร์ริสก์ด้วย
เรื่องใหญ่ใจความหลักเลยคือ รู้ความเสี่ยงก่อน แก้ไขได้ก่อน ลดโอกาสที่จะเกิด ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึง เหตุการณ์ที่อาจทำให้คนทำงานได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรือรุนแรงถึงขั้นทำให้ธุรกิจหยุดดำเนินกิจการไปเลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือ
สาเหตุจากปัจจัยภายใน การบริหารความปลอดภัยบกพร่อง เครื่องจักรเสียหาย จัดเก็บสารเคมีไม่ได้มาตรฐานอาจเกิดไฟไหม้ มีคอขวดในกระบวนการถ้าเสียหายธุรกิจก็หยุด เป็นต้น
สาเหตุจากปัจจัยภายนอก น้ำท่วม ลมพายุ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภัยจากโรงงานข้างเคียง ไฟป่า และอื่น ๆ ว่ากันไปตามพื้นที่ของธุรกิจที่ตั้งอยู่ อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความแนงทางการประเมินความเสี่ยงภัยเรื่อง ตำแหน่งที่ตั้ง | Business location
ความเสี่ยงไม่เคยเป็นศูนย์ คำถามต่อมาก็คือหากเกิดขึ้นแล้วจะลดความรุนแรงได้อย่างไร และนี่คือใจความหลักของข้อนี้ จึงเกี่ยวโยงกับเรื่องการจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น และระบบดับเพลิงที่ต้องเพียงพอเหมาะสมกับความเสี่ยง
ไฟไหม้ อพยพหนีไฟ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟดับ น้ำไม่พอใช้งาน สารเคมีรั่วไหล บอยเลอร์ระเบิด ก่อการร้าย เป็นต้น สังเกตมั้ยครับ ว่ามันคือแผนฉุกเฉินที่ธุรกิจทำกันอยู่แล้ว
แล้ววิศวกรความเสี่ยงภัยจะตรวจอะไร ในเมื่อลูกค้ามีแผนครบ?
สิ่งสำคัญคือประสิทธิภาพและการใช้งานได้จริงครับ ทำให้แผนมีอาจจะไม่ยาก หาข้อมูลเปรียบเทียบ ดัดแปลงนิดหน่อยก็อาจจะพอนำมาเป็นแนวทางได้ แต่การทำให้มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง ต้องผ่านการทดสอบ ซ้อม ประเมิน และปรับปรุงให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจรวมถึงสถานที่ตั้งด้วย นึกถึงโรงงานตั้งอยู่ที่โล่งกว้างกับที่คับแคบ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ก็ต่างกันแล้วครับ คำถามเลยถูกตั้งบนสมมติฐานที่ว่า ซ้อมเมื่อไหร่ ผลเป็นยังไงบ้าง มีจุดปรับปรุงตรงไหนหรือไม่ ผู้บริหารมีความเห็นว่าอย่างไร และอีกหลากหลาย เพื่อค้นหาว่าแผนนั้นมีความพร้อมในการใช้งานได้จริง
ความคิดเห็นในลักษณะ “ไม่ใช่แค่มี แต่มีแล้วใช้งานได้จริงหรือไม่?” นี่แหละครับ คือมุมมองที่อาจจะถูกมองข้ามจากคนภายในองค์กรได้ เพราะการให้น้ำหนักความสำคัญอาจจะไม่เท่ากันได้ระหว่างธุรกิจที่เดินหน้าต่อไป กับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เมื่อหาทางลดโอกาสเกิด ลดความรุนแรงแล้ว ส่วนท้ายสุดคือธุรกิจจะดำเนินการต่อเนื่องไปได้ยังไงหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่แผนฉุกเฉินรับมือไม่ได้และถึงขั้นทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเหตุการณ์นั้นอาจจะค่อย ๆ เกิดหรือเกิดขึ้นในทันทีก็ได้ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ แผนความต่อเนื่องธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan ซึ่งจะเป็นแผนที่ต้องเตรียมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงนั้นอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อกู้คืนกิจกรรมและกลับมาดำเนินงานได้เป็นปกติ จุดนี้จึงต้องรู้ว่ากิจกรรมไหนสำคัญ และต้องการทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อกู้คืนกิจกรรม เป็นการเตียมการล่วงหน้าและต้องซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งความคุ้นเคยของบุคลากรและทรัพยากรที่ต้องจัดการ นึกถึงภาพน้ำท่วมปี 2554 หลังจากน้ำท่วมก็เตรียม เรือ เครื่องปั่นไฟ แผ่นกั้นน้ำท่วม เสื้อชูชีพ แถมซ้อมกันทุกปีด้วย ตอนนี้ของยังอยู่ดีกันมั้ยครับ?
ในการสำรวจภัยก็จะถามในเชิงเตรียมความพร้อมแบบนี้แหละครับ การซ้อม บุคลากรและทรัพยากร และการปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง
จากหน้าที่ที่สรุปมาให้ข้างต้น จึงทำให้วิศวกรความเสี่ยงภัย เป็นคนที่มองความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สภาวะปัจจุบัน และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การหาทางจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืนจึงถือเป็น DNA ที่สำคัญเพื่อปกป้องผู้คนและธุรกิจครับ
Risk Engineer The Series