ทำไมต้อง "อัลเตอร์ริสก์"
“ถูกจริต” เป็นสิ่งที่ทำให้อัลเตอร์ริสก์เริ่มต้นขึ้นครับ
โอกาสงานวิศวกรรมความเสี่ยงภัยในธุรกิจประกันภัย ที่ได้รับจากหนึ่งในหัวหน้าที่น่ารักที่สุดในโลกการทำงานของผม ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น การประสานเชื่อมโยงกันของเรื่องรอบตัวกับความเสี่่ยง ทำให้มองเห็นโลกในมุมที่เปลี่ยนไป องค์ความรู้ต่างๆ ถูกดึงมาใช้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเปิดโลกการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นกับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่าน พี่น้องผองเพื่อนที่แบ่งปันความรู้กันตลอดเวลา และรู้สึกสนุกและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ออกไปสำรวจธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน อะไรจะดีไปกว่านี้
เมื่อเรียนรู้และต่อยอด ก็จะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อทำเป็นกิจวัตร ก็เริ่มเห็นทางพัฒนาและเชื่อมโยงสิ่งที่ทำกับเรื่องรอบตัว ราวกับเป็นคนละเรื่องเดียวกัน คิดและลงมือทำอย่างเป็นธรรมชาติ ตรงนี้แหละที่ผมขอนิยามว่าคือ “ถูกจริต”
จริตมา ความรู้มี ความหลงใหลไม่ต้องพูดถึง แล้วแรงบันดาลใจหรืออะไรที่สะกิดใจให้ลงมือเปิดธุรกิจของตัวเอง เรื่องนี้มีที่มา ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์ที่กระตุ้นต่อมความคิดให้ “อยากลงมือทำอะไรให้คนปลอดภัย สภาพการทำงานและสุขภาพที่ดีขึ้น และบริษัทก็เดินต่อไปได้…คนทำงานแลกเงิน ส่วนบริษัทได้งานได้เงินเอามาจ่ายพนักงาน…วิน-วิน…” มาดูตัวอย่างเรื่องราวสะกิดใจที่ผมเจอมาครับ
พี่ป้าน้าอา รวมตัวกินข้าวกันข้างเครื่องจักร บ้างก็ปูเสื่อนอนเอาแรงเพื่อลุยต่อตอนบ่าย หรืออาจถึงดึกควบโอทีเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย ผมเองก็เคยเป็นครับ เลยเข้าใจว่ามันเหนื่อยแค่ไหน
คนงานในไลน์สารเคมี แต่ไม่มีอะไรป้องกัน ถามไถ่ก็ได้คำตอบเดิม คือมันไม่สะดวก ทำงานช้าลง
หลายครั้งตอนเดินสำรวจภัย สงสัยว่าทำไม่พี่เค้าไม่เห็นอันตราย ทั้งๆ ที่เป็นงานที่ทำอยู่ประจำ หรือเห็นแล้วไม่ทำอะไร หรืออยากทำแต่ไม่มีใครสนับสนุน แต่นั่นอาจหมายถึงชีวิตเลยนะครับ
และอีกหลายๆ ครั้ง ที่เป็นช่องว่าง ที่อาจจะเป็นความไม่รู้ รู้แล้วทำอะไรไม่ได้ หรือรู้แล้วก็ปล่อยมันไปอย่างนั้นแหละ
ด้วยการที่อยากเติมเต็มช่องว่างนี้แหละครับ เลยเกิดความคิดตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน วางแผนงาน สะสมประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ วางแผนธุรกิจ เมื่อตอบคำถามสำคัญได้ ช่วงเวลาลงตัว ก็ได้เป็น Alternative + Risk = Alterrisk นี่แหละครับ ทางเลือกการบริหารความเสี่ยง เชื่อมโยงกันหลายๆ ศาสตร์ จากประสบการณ์เชื่อมโยงกับองค์ความรู้ เพื่อความปลอดภัยของผู้คนและธุรกิจครับ