เป้าหมายคือผลิตสินค้าออกมาขายให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือต้องทำวิธีไหนก็ตาม
หลายๆ คนอาจจะเคยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะกลุ่มงานผลิตที่ต้องผลิตต่อเนื่อง แบบสต็อกน้อยๆ ผลิตเร็วๆ ส่งไม่ทันโดนลูกค้าปรับเงิน อะไรทำนองนี้ เร่งของเข้ากันหูตูบ ผลิตกันทั้งวันทั้งคืน เซลส์วิ่งส่งของเองก็มี…อันนี้ผมเอง ก็มันวินาทีสุดท้ายแล้วครับ ไม่มีทางเลือก รับชะตากรรมกันไป
การผลิตผมจะแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ผลิตต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง ตรงๆ แบบนี้แหละครับ
1) กลุ่มผลิตต่อเนื่อง ก็เป็นกลุ่มที่จะมีของระหว่างกระบวนการผลิตน้อย และการผลิตดำเนินต่อเนื่องกันไปแบบไม่มีหยุดพัก ผลิตของออกมาได้คราวละมากๆ เช่น รถยนต์ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เราจะเห็นสายพานยาวๆ วางพาดไปทั่วโรงงานโดยมีคนหรือหุ่นยนต์มาหยิบ จับ ประกอบ กลายเป็นสินค้าขึ้นมา สินค้าบางตัวก็เริ่มตั้งแต่รับวัตถุดิบระบวนการถึงแพ็คลงกล่องเลยก็มี
2) กลุ่มที่ผลิตไม่ต่อเนื่อง ก็คือแต่ละกระบวนการแยกออกจากกัน มีสต็อกของระหว่างผลิตระดับหนึ่งเพื่อรอดำเนินการในกระบวนการต่อไป เช่น เครื่องประดับ แบตเตอรี่ โรงแปรรูปเหล็ก เป็นต้น เมื่อเป็นอิสระจากกัน หากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งหยุดไป ก็จะไม่เกิดผลกระทบหรือเกิดผลกระทบน้อยมากต่อภาพรวมทั้งหมด
แล้วความเสี่ยงในภาพรวมที่เรามักจะเจอในการผลิตคืออะไร?
จะเป็นปัญหามากสำหรับกระบวนการผลิตต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่จะมีรอบการจัดส่งตามกำหนดเพื่อควบคุมปริมาณวัตถุดิบในมือให้น้อยที่สุด บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Just in time หรือ Kanban ซึ่งอาจจะมีสต็อกแค่ครึ่งวัน ถ้าช้ากว่านั้นก็เป็นเรื่อง คุยกันยาวครับ
จุดนี้มองสาเหตุของปัญหาจากภายในก่อน อาจจะเครื่องจักรเสีย ปัญหาคุณภาพ น้ำไม่ไหล ไฟดับ แอร์เสีย เหล่านี้มีส่วนในการทำให้การผลิตหยุดทั้งนั้น จะหยุดสั้นหรือนาน ก็แล้วแต่ว่าจะสามารถจัดการได้เร็วแค่ไหน
เป็นเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน ที่อาจทำให้ผลิตได้ไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจจะเป็นเรื่องของกระบวนการจริงๆ หรือคนไม่ทำตามกระบวนการที่ออกบบไว้ดีอยู่แล้ว ก็ว่ากันไป
พวกภัยธรรมชาติ โรคระบาด ประท้วง และอื่นๆ ที่ทำให้เข้าพื้นที่ทำงานไม่ได้ พื้นที่ทำงานเสียหาย ทรัพยากรสำหรับการผลิตเสียหาย เช่น น้ำ ไฟ ปัญหาห่วงอุปทาน เป็นต้น
แล้วจะจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ยังไง?
ทำอย่างต่อเนื่องให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม มีผลต่อความเสี่ยงทั้งนั้นครับ เช่น ผลิตสินค้าใหม่ เปลี่ยนกระบวนการ ปรับผังเครื่องจักร ลงเครื่องจักรใหม่ หรือแม้แต่ เปลี่ยนคนทำงานใหม่
เพราะเค้าคือคนที่รู้ดีที่สุด เป็นเสียงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ครับ ไอเดียแก้ปัญหาที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลเยอะ ส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มนี้แหละครับ
โดยเฉพาะด้านการเงิน ว่าแต่ละกระบวนการมีผลกระทบด้านการเงินมากแค่ไหน จะได้เห็นกันชัดๆ ไปเลยครับ ว่ากระบวนการไหนคือจุดอันตรายที่สุด
ผู้บริหารควรให้การสนับสนุน มีแนวทางชัดเจนว่าจะทำการประเมินความเสี่ยงเพื่ออะไร เอาไปใช้ยังไง และใครต้องทำอะไรบ้าง ไม่งั้นก็ไม่ต่างจากไฟไหม้ฟาง ทำแล้วก็เงียบหายไป…
ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่บางส่วนครับ ยังมีความเสี่ยงอีกหลากหลายเพราะแต่ละองค์กรก็มีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะผลิตสินค้าตัวเดียวกันก็ตาม การที่ได้รับฟังความเห็นเพิ่มเติม เห็นมุมมองที่แตกต่างจากคนนอกองค์กรก็สามารถช่วยให้มีไอเดียที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นได้ครับ