ไฟไหม้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ จริง ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทุกวันครับ หนักเบาแล้วแต่ว่าจัดการได้ดีแค่ไหนตามลักษณะความเสี่ยงที่มีอยู่ ซึ่งล่าสุดก็ไฟไหม้โรงผลิตโฟมในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ควันดำก็เกิดจากการไหม้ของโฟม ถ้าสงสัยก็เอาโฟมกันกระแทกสีขาว หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าโฟมลอยกระทงมาเผาดูครับ ได้ผลแบบเดียวกัน ทั้งติดไฟง่าย ลุกลามเร็ว เกิดควันดำ มีกลิ่นเหม็น แถมดับยากอีกต่างหาก
ถ้าเป็นลักษณะโรงงานผลิตโฟมแบบนี้ ก็จะเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงทั้งวัตถุดิบที่เป็นโฟมเม็ด สินค้าที่เป็นโฟมขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้ว กล่องกระดาษหรือพลาสติกสำรับบรรจุภัณฑ์ สารเคมีที่อยู่ในโรงงาน ด้วยลักษณะความเสี่ยงที่มีอยู่แบบนี้เอง จึงต้องการการจัดการเรื่องความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดเชื้อเพลิงเหล่านั้นเกิดติดไฟแม้แต่นิดเดียว ก็จะลุกลามเป็นไฟใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
เจาะจงลงไปที่เรื่องความร้อนที่ในโรงงานมีอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า เครื่องอบโฟม เครื่องผลิตความร้อนซึ่งอาจจะเป็นระบบไฟฟ้าหรือว่าเป็นหม้อแรงดันไอน้ำ (บอยเลอร์) ความร้อนจากท่อไอเสียของรถฟอล์คลิฟท์ ห้องครัว หรือที่สำคัญที่สุดคืองานที่เกี่ยวกับความร้อน ได้แก่ งานตัด เชื่อม เจียร
จากแหล่งความร้อนที่พูดถึงข้างต้น สามารถเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ได้หมด หากว่าเป็นแหล่งความร้อนที่อยู่ในโรงงานปกติ ก็อาจจะมีการควบคุมความร้อนที่ดีอยู่แล้ว โอกาสเกิดก็อาจจะต่ำลงมาหน่อย เช่น ระบบตัดไฟ ระบบควบคุมความร้อน ระบบแจ้งเตือนหรือตัดการทำงานหากว่ามีความร้อนสูง
แต่จุดที่อยากพูดถึงคือคือจุดที่ไม่ใช่การทำงานปกติ ซึ่งก็คืองานที่เกี่ยวกับความร้อน อาจจะทำโดยช่างของโรงงานเองหรือว่าผู้รับเหมา ลักษณะงานที่ไม่ปกติแบบนี้เองอาจทำให้การควบคุมทำได้ไม่ทั่วถึง และเพิ่มโอกาสเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ซึ่งงานที่เกี่ยวกับความร้อน ก็เพิ่งจะเขียนบทความก่อนหน้านี้ตามลิงค์ >>> 5.2.1 งานที่เกี่ยวกับความร้อน | Hot work
การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้จากงานที่เกี่ยวกับความร้อน ก็ต้องควบคุมตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถใน
การควบคุมความร้อนในพื้นที่ทำงาน การเฝ้าระวังเหตุผิดปกติโดยเฉพาะหากทำงานในที่สูงและมีโอกาสที่ประกายไฟกระเด็นลงมาด้านล่างโดยที่อาจมีวัสดุติดไฟวางอยู่ และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เพียงพอ พร้อมใช้งานตลอดเวลา แต่หากเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมา คนในพื้นที่รวมทั้งผู้รับเหมาที่ทำงานอยู่ ก็ต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุด ทางโรงงานเองก็ต้องมีความพร้อมของแผนฉุกเฉินในการรับมือเช่นกัน
การลดความเสียหายนอกจากต้องมีการตอบสนองที่ดีแล้ว ยังสามารถเลือกโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัยได้ โดยซื้อประกันการก่อสร้าง (Contractor All Risks, CAR) กรณีเป็นงานก่อสร้าง หรือประกันการติดตั้งเครื่องจักร (Erection All Risks, EAR) กรณีติดตั้งเครื่องจักรอย่างเดียว ความคุ้มครองก็จะคุ้มครองงานที่ทำและความรับผิดต่อทรัพย์สินข้างเคียงด้วย ถ้าหากความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากกงานที่ทำประกันภัยไว้
อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้น เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมีผลกระทบหลายด้านเหลือเกิน ถึงจะจัดการเรื่องมูลค่าความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ แต่สิ่งที่กู้คืนได้ยากกว่าคือชื่อเสียงของบริษัทและความเชื่อมั่นของลูกค้า เมื่อมองผลกระทบอย่างรอบด้านและครอบคลุม ก็ทำให้ทางบริษัทต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่อง การป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อธุรกิจนั้นเกิดขึ้น การหาแนวทางรับมือเพื่อจัดการต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีแนวทางจัดการอย่างครอบคลุม ก็จะสามารถลดความเสี่ยง จำกัดความเสียหาย และดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ