ความเสี่ยงหลาย ๆ เรื่องทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลการดำเนินงานในปัจจุบัน ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลความเสียหายในอดีตก็สามารถเป็นตัวแปรที่สามารถคาดการณ์เความเสี่ยงในอนาคตตนั้นได้เช่นกัน
ถ้าลองสังเกต มาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายต่าง ๆ ที่ให้เราทำนู่น นี่ นั่น มากมายก่ายกอง มันมีที่มาจากไหน? ก็ล้วนแล้วแต่มาจากสถิติความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะเคยเกิดปัญหา จึงเกิดการเรียนรู้ เมื่อได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ออกแนวททางปฏิบัติที่เหมาะสม และยิ่งถ้าพิสูจน์แล้วว่าได้ผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ก็จะออกมาเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
ในทางตรงกันข้าม หากเกิดปัญหา แต่ไม่เกิดการเรียนรู้ แบบนี้อันตรายมากครับ ความเสี่ยงยังอยู่ให้ลุ้นกันต่อไป
ในการสำรวจภัย การได้ทราบถึงประวัติความเสียหายของภัยที่เราออกไปสำรวจ มีประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะจะทำให้เห็นภาพในหลายแง่มุมมาก เช่น
เคยเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ผลกระทบเป็นยังไง
แนวทางแก้ไข ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
แนวคิดในการบริหารจัดการ ทั้งในระดับปฏิบัติหารและบริหาร
บรรยากาศในการพูดคุย พลังงานที่ส่งมาพร้อมกับการสื่อสาร แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการปัญหามากน้อยเพียงใด เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง ไม่มีทางรู้ได้แน่นอนครับ
ประวัติความเสียหายในที่นี้รวมทุกสาเหตุนะครับ ทั้งจากภายในและภายนอก และหากเมื่อเทียบประวัติความเสียหายกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ก็จะประเมินได้คร่าว ๆ ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน
วิศวกรความเสี่ยงภัยจึงมีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าความเสี่ยงของลูกค้าน่าจะมีอยู่ตรงจุดไหนบ้าง และจะมีแนวทางจัดการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นจะลดความรุนแรงหรือผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด
ในชีวิตจริงก็ไม่มีมาตรฐานอะไรชัดเจนครับ ในเรื่องการวิเคราะห์แบบนี้ เป็นแค่แนวทางที่น่าจะเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับผู้ประเมินและประสบการณ์ที่เคยเจอ ใครมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับภัยที่เจอ ก็จะมีมุมมองและวิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่แม่นยำมากขึ้น
บริษัทประกันภัยก็ใช้ประวัติความเสียหายเป็นตัวแปรในการพิจารณารับประกันภัยด้วย เฉกเช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพและสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจในการสอบถามเรื่องประวัติความเสียหายคือ ลูกค้าจะบอกข้อมูลที่เป็นจริงและครบถ้วนหรือเปล่า? ไม่มีใครทราบได้ครับ นอกจากตัวลูกค้าเอง บังคับไม่ได้ และจะต่อว่าลูกค้าก็คงไม่เหมาะครับ ส่งผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน เรื่องแบบนี้จึงต้องละให้เป็นความรับผิดชอบของลูกค้าภายใต้แนวคิดหลัก “สุจริตใจอย่างยิ่ง” ที่ทางประกันภัยยึดถือกัน หากพบว่ามีการให้ข้อมูลเท็จและพิสูจน์ได้ สัญญาประกันก็ยกเลิก เป็นเช่นนั้นเอง
การเดินทางบนความจริง จึงสำคัญมากเพื่อการบริหารจัดการที่ดีและยั่งยืนครับ